วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

1.อธิบายขยายความคำศัพท์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                1.1 การส่งสัญญาณ Multicast คือเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ส่ง 1 รายกับผู้รับหลายรายบนระบบเครือข่าย การใช้โดยทั่วไป รวมถึงการปรับปรุงจากสำนักงาน และเอกสารตามระยะเวลา ของจดหมายข่าว multicast สนับสนุนเครือข่ายข้อมูลแบบไร้สาย ใช้สำหรับโปรแกรม MBone เป็นระบบที่ยินยอมให้ผู้ใช้ ที่ตำแหน่ง bandwidth สูงบนอินเตอร์เน็ต
                1.2 Proxy Server คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการต่างๆ แทนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จริงๆ ที่ตั้งอยู่ในอินเตอร์เน็ต ซึ่งหน้าที่สำหรับเก็บข้อมูลที่ผู้ใช้บริการได้เรียกข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต โดยผ่านทางเว็บทำให้ผู้ใช้บริการรายต่อไปที่ต้องการค้นหาข้อมูลเดิมซ้ำกับที่มีผู้อื่นเรียกใช้บริการไว้ สามารถที่จะเรียกดูข้อมูลจากเครื่องแม่ข่าย Proxy Server ได้โดยตรง 
                1.3 สาย UTP คือ เป็นสายโทรศัพท์  เป็นสายทองแดงธรรมดาที่ต่อตามบ้าน คอมพิวเตอร์ของบริษัทไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์ การหุ้มฉนวนที่สายและพันเป็นเกลียว เพื่อลดการรบกวนและการเหนี่ยวนำระหว่างสาย สัญญาณแต่ละสัญญาณบนสาย twisted pair ต้องการสายทั้งสอง ในการติดตั้งโทรศัพท์ 
                1.4 มาตรฐาน 802.11g คือ มาตรฐานเครือข่ายไร้สายเป็นมาตรฐานที่นิยมใช้งานกันมากในปัจจุบันและได้เข้ามาทดแทนผลิตภัณฑ์ที่รองรับมาตรฐาน IEEE 802.11b เนื่องจากสนับสนุนอัตราความเร็วของ การรับส่งข้อมูลในระดับ 54 เมกะบิตต่อวินาที
                1.5 Firewall คือ ถ้าแปลเป็นภาษาไทย จะหมายถึง กำแพงไฟ ซึ่งน่าจะหมายถึงการป้องกันการบุกรุก โดยการสร้างกำแพง  ความหมายของ Firewall สามารถอธิบายได้ คือ Firewall เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับป้องกันระบบ Network (เครือข่าย) จากการสื่อสารทั่วไปที่ถูกบุกรุก จากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในระบบ Network หรือระบบเครือข่าย การป้องกันโดยใช้ระบบ Firewall นี้จะเป็นการกำหนดกฏเกณฑ์ในการควบคุมการเข้า-ออก หรือการควบคุมการรับ-ส่งข้อมูล ในระบบเครือข่าย
                1.6 Cloud Computing คือวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบCloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้อง การผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา
                1.7  ISP หรือ Internet Service Provider เป็นหน่วยงานที่ให้บริการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ทำหน้าที่เสมือนเป็นประตูเปิดการเชื่อมต่อให้บุคคลหรือองค์กรสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ สำหรับในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ให้บริการด้านนี้อยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ ( Commercial ISP) และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสำหรับสถาบันการศึกษา การวิจัยและหน่วยงานของรัฐ (non-commercial ISP )
                1.8 Core Layer เป็นจุดศูนย์กลางและหัวใจหลักของเน็ตเวิร์ก ทำหน้าที่เชื่อมต่อ Distribution Layerหลายๆตัวจุดเข้าไว้ด้วยกัน เลเยอร์นี้ควรสามารถรับส่งแพ็กเก็ตได้อย่างรวดเร็วมาก อย่างไรดีในบางเน็ตเวิร์ก อุปกรณ์ที่ทำงานในเลเยอร์ Core Layer กับ Distribution Layer อาจเป็นตัวเดียวกันก็ได้คือมีสวิตช์ตัวหลักหนึ่งตัวที่ทำหน้าที่เป็น Core Switch และมีสวิตช์ปลายทางหลายๆตัวทำหน้าที่เป็น Access Switch
                1.9 star topology  เป็นรูปแบบที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกันในเครือข่าย จะต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวกลางตัวหนึ่งที่เรียกว่า ฮับ (HUB) หรือเครื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมต่อสายสัญญาญที่มาจากเครื่องต่าง ๆ ในเครือข่าย และควบคุมเส้นทางการสื่อสาร ทั้งหมด เมื่อมีเครื่องที่ต้องการส่งข้อมูลไปยังเครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการในเครือข่าย เครื่องนั้นก็จะต้องส่งข้อมูลมายัง HUB หรือเครื่องศูนย์กลางก่อน แล้ว HUB ก็จะทำหน้าที่กระจายข้อมูลนั้นไปในเครือข่ายต่อไป 

                1.10 สถาปัตยกรรม แบบ p2p คือ เป็นเทคโนโลยีที่นิยิมกันอย่างมากในหมู่ผู้ใช้งาน อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ P2P จะโอนถ่ายข้อมูลของระหว่างสองเครื่อง โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่อง Server เป็นตัวกลางในการโอนถ่านข้อมูล พบเห็นได้ง่ายๆเลยคือการ ส่งไฟล์ ทาง MSN ICQ ต่างๆก็ใช้เทคโนโลยี Peer To Peer และยิ่งกว่านั้นคือซอฟแวร์ที่จะช่วยคุณแชร์ไฟล์ต่างๆ กับคนทั่วโลกโดยใช้เทคโนโลยี P2P เข้ามาช่วย

2.อธิบายหลักการในการออกแบบระบบเครือข่ายซึ่งจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติ 4 ประการมาให้ละเอียดที่สุด  
                2.1 fault tolerance เป็นความสามารถของระบบที่จะทำงานต่อไปได้ ในสภาวะที่มีความเสียหายเกิดขึ้น เป้าหมายของระบบที่คงทนต่อความเสียหาย คือป้องกันการล้มเหลวของการทำงานของระบบเท่าที่สามารถทำได้ การคงทนต่อความเสียหายสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะเป็นได้อย่างชัดเจนว่าการซ่อนความเสียหาย เป็นเทคนิคหนึ่งของการคงทนต่อความเสียหาย วิธีการอื่นได้แก่การตรวจจับข้อผิดพลาด และระบุตำแหน่งความเสียหาย เพื่อทำการจัดรูปการทำงานของระบบใหม่ (Reconfiguration) และนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ การจัดรูปการทำงานของระบบเป็นขั้นตอนการนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ และนำระบบกลับมาทำงานอย่างต่อเนื่อง การทำการจัดรูปการทำงานของระบบ
                2.2 Scalability คือ สามารถปรับขนาดระบบได้ตามภาระงาน
                2.3 Quality of Service การควบคุมพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของระบบเพื่อให้บริการที่มีคุณภาพเช่น มีการรับประกันเวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูล การสูญหายของข้อมูลและคุณภาพของสัญญาณตามที่ได้กำหนดไว้
                2.4 Security เป็นระบบรักษาความปลอดภัยเช่น anti virus firewall  ระบบการ monitor network การพยายามหาจุดบกพร่องของระบบแล้วแก้ไขการตรวจสอบตัวตนเพื่อให้เข้าใช้ได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น

3.อธิบายมาตรฐาน OSI 7 Layer แต่ละชั้นรียกว่าอะไรและมีหน้าที่อะไรพร้อมรูปภาพ

                เลเยอร์ 7 application layer, เลเยอร์นี้เป็นส่วนการสื่อสารได้รับการระบุ, คุณภาพการบริการมีการระบุ, user authentication และส่วนบุคคลได้รับการพิจารณา ข้อจำกัดบนไวยากรณ์ข้อมูล ได้รับการระบุ (เลเยอร์นี้ไม่ใช่การประยุกต์โดยตัวเอง แต่บางโปรแกรมประยุกต์ อาจจะทำงานใน application layer)
เลเยอร์ 6 presentation layer, เลเยอร์นี้ เป็นส่วนของระบบปฏิบัติการที่แปลงข้อมูลนำเข้า และส่งออกจากรูปแบบการนำเสนอไม่เป็นรูปแบบอื่น (ตัวอย่าง เช่น จากชุดข้อความ เป็น popup window กับ ข้อความที่มาถึงใหม่) บางครั้งเรียกว่า syntax layer
เลเยอร์ 5 session layer, เลเยอร์นี้ ตั้งค่า ประสานงาน แลกเปลี่ยน และหยุดการสนทนา โต้ตอบระหว่างโปรแกรมประยุกต์ที่แต่ละจุดปลาย ซึ่งเกี่ยวข้องถึง session และการประสานเชื่อมต่อ
เลเยอร์ 4 transport layer, เลเยอร์นี้ จัดการตัวควบคุม end-to-end (ตัวอย่าง เช่น การหาว่าแพ็คเกตทั้งหมดมาถึงครบหรือไม่) และตรวจสอบความผิดพลาด เป็นการทำให้มั่นใจว่าการส่งผ่านข้อมูลสมบูรณ์
เลเยอร์ 3 network layer, เลเยอร์นี้ดูแลเส้นทางของข้อมูล (ส่งให้ถูกทิศทางไปยังปลายทางที่ถูกต้อง ขณะที่ส่งผ่านออกไป และการรับ เมื่อส่งผ่านเข้ามาที่ระดับแพ็คเกต) network layer ทำงานด้านเส้นทางและการส่งต่อ
เลเยอร์ 2 data-link layer, เลเยอร์นี้ให้การ synchronization สำหรับระดับกายภาค และทำ bit-stuffing สำหรับข้อความของ 1 มากกว่า 5 เปิดการรับรู้และจัดการโปรโตคอลการส่งผ่าน
เลเยอร์ 1 physical layer, เลเยอร์นี้ส่งผ่าน bit system ผ่านเครือข่ายที่ระดับไฟฟ้าและกลไก เป็นการให้วิธีการกับฮาร์ดแวร์ในการส่งและรับข้อมูลบนตัวกลาง

 4.ให้กล่าวถึงประโยชน์ของระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูลอย่างน้อย 5 ข้อ
                1.  สามารถแชร์ข้อมูลใช้ร่วมกันได้  ข้อมูลต่างๆในแต่ละเครื่องภายในระบบ  หากมีผู้อื่นต้องการใช้  คุณสามารถแชร์ให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้ หรือข้อมูลที่เป็นส่วนรวมก็สามารถแชร์ไว้เพื่อให้หลายๆฝ่ายนำไปใช้งานได้  ซึ่งก็จะช่วยทำให้ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บและช่วยให้การปรับปรุงข้อมูลในระบบง่ายขึ้นและไม่เกิดความขัดแย้งของข้อมูลด้วย เพราะข้อมูลมีอยู่ชุดเดียว
                2.  สามารถแชร์อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันได้  เช่น เครื่องพิมพ์  สแกนเนอร์  ซิปไดร์ฟ  เป็นต้น  โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เหล่านั้นมาติดตั้งกับทุกๆเครื่อง  เช่นในบ้านคุณมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 4 เครื่อง  อาจจะซื้อเครื่องพิมพ์มาเพียงตัวเดียวและแชร์เครื่องพิมพ์นั้นเพื่อใช้ร่วมกันได้
                3.  สามารถใช้โปรแกรมร่วมกันหลายๆเครื่องได้  เช่น  ในห้อง LAB  คอมพิวเตอร์ที่มีจำนวน คอมพิวเตอร์ที่มีจำนวนเครื่องในระบบจำนวน  30 เครื่อง  คุณสามารถซื้อโปรแกรมเพียงแค่ 1 ชุดและสามารถใช้งานร่วมกันได้  ซึ่งจะทำให้สะดวกในการดูแลรักษาด้วย
                4.  การสื่อสารในระบบเครือข่ายผู้ใช้สามารถเชื่อมกับเครื่องอื่นๆในระบบได้  เช่น  อาจจะส่งข้อความจากเครื่องของคุณไปยังเครื่องของคนอื่นๆได้  นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ E - Mail ส่งข้อความข่าวสารต่างๆภายในสำนักงานได้อีก  เช่น  แจ้งกำหนดการต่างๆแจ้งข้อมูลต่างๆให้ทุกๆคนทราบ  โดยไม่ต้องพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์เพื่อแจกจ่าย  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง
5.  การแชร์อินเทอร์เน็ต  ภายในระบบเครือข่ายคุณสามารถแชร์อินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ร่วมกันได้  โดยที่คุณไม่จำเป้นต้องซื้อ Internet  Account สำหรับทุกๆเครื่องและไม่จำเป็นต้องติดตั้งโมเด็มทุกเครื่อง  ซึ่งก็จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

5.ให้นักศึกษาแสดงวิธีคิดคำนวณการเเบ่ง subnet  และการหาจำนวน Host
5.1 IP Address = 118.0.0.0
- ต้องการแบ่งเป็น 126 subnet - มีจำนวน Host ที่ใช้งานได้ 131,070
     IP อยู่ในคลาส =  A
     ค่า Default subnet mark = 255.0.0.0
     subnet mark ที่กำหนดใหม่  = 255.254.0.0
     จำนวน subnet ทั้งหมด = 128
     จำนวน subnet ที่สามารถใช้งานได้ = 126
     จำนวน Host ทั้งหมดแต่ละ subnet = 131,072
     จำนวน Host ที่สามารถใช้ได้จริง = 131,070

5.2 IP Address = 178.100.0.0
- ต้องการแบ่งเป็น 2000 subnet - มีจำนวน Host ที่ใช้งานได้ 15
     IP อยู่ในคลาส =  B
     ค่า Default subnet mark = 255.255.0.0
     subnet mark ที่กำหนดใหม่  = 255.255.255.224
     จำนวน subnet ทั้งหมด = 2048
     จำนวน subnet ที่สามารถใช้งานได้ = 2046
     จำนวน Host ทั้งหมดแต่ละ subnet = 32
     จำนวน Host ที่สามารถใช้ได้จริง =  30
 
5.3 IP Address = 195.85.8.0
- ต้องการแบ่งเป็น 6 subnet - มีจำนวน Host ที่ใช้งานได้ 30
     IP อยู่ในคลาส =  C
     ค่า Default subnet mark = 255.255.255.0
     subnet mark ที่กำหนดใหม่  = 255.255.255.248
     จำนวน subnet ทั้งหมด = 8
     จำนวน subnet ที่สามารถใช้งานได้ = 6
     จำนวน Host ทั้งหมดแต่ละ subnet =  32
     จำนวน Host ที่สามารถใช้ได้จริง =  30

5.4 IP Address = 148.75.0.0
- ต้องการแบ่งเป็น 1000 subnet - มีจำนวน Host ที่ใช้งานได้ 60
     IP อยู่ในคลาส =  B
     ค่า Default subnet mark = 255.255.0.0
     subnet mark ที่กำหนดใหม่  = 255.255.255.192
     จำนวน subnet ทั้งหมด = 1024
     จำนวน subnet ที่สามารถใช้งานได้ = 1022
     จำนวน Host ทั้งหมดแต่ละ subnet = 64
     จำนวน Host ที่สามารถใช้ได้จริง = 64

5.5 IP Address = 192.10.10.0
- ต้องการแบ่งเป็น 14 subnet - มีจำนวน Host ที่ใช้งานได้ 14
     IP อยู่ในคลาส =  C
     ค่า Default subnet mark = 255.255.255.0
     subnet mark ที่กำหนดใหม่  = 255.255.255.240
     จำนวน subnet ทั้งหมด = 16
     จำนวน subnet ที่สามารถใช้งานได้ = 14
     จำนวน Host ทั้งหมดแต่ละ subnet =  16
     จำนวน Host ที่สามารถใช้ได้จริง =  14

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น